Archive for February 2011

วางแผนก่อนมีบัตรเครดิต   Leave a comment

บัตรเครดิตอาจจะเป็นเครื่องมือในการ ‘ใช้เงิน’ ที่ให้ความสะดวกสูง แต่ผลิตภัณฑ์ทางการเงินชนิดนี้ ก็มีคุณสมบัติพิเศษในการ ‘ก่อหนี้’ (ที่ไม่มีเหตุผล) ได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน

มาดูกันว่า ในยุคที่บัตรเครดิต และสินเชื่อบุคคลเกลื่อนเมืองแบบนี้ เราจะใช้ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ได้อย่าง ‘ฉลาดๆ’ ได้อย่างไร?

เลือกบัตรที่ ‘ใช่’ สำหรับคุณ
บัตรเครดิตแต่ละใบนั้นแม้ว่ามองดูเผินๆจะเหมือนกัน แต่ก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียวนัก เพราะแต่ละบัตร ก็ถูกออกแบบมา เพื่อการใช้งานแต่ละประเภท

ลองมาดูกันว่า ‘แบบไหน’ ที่เหมาะกับคุณ

บัตรเครดิตที่ดอกเบี้ยต่ำ บัตรนี้จะดีมากสำหรับผู้ที่คิดว่าตนเอง ‘ไม่สามารถ’ จ่ายเงินได้เต็มจำนวนในทุกๆ รอบบัญชี จึงควรเลือกทำบัตรเครดิตกับสถาบันการเงิน ที่คิดค่าธรรมเนียม และดอกเบี้ยต่ำไว้ก่อน

เพราะถึงแม้จะต้องเสียค่าธรรมเนียมรายปีบ้าง ก็ยังดีกว่าการต้องไปเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงๆ เพราะอัตราดอกเบี้ยมีผลต่อเรา มากกว่าค่าธรรมเนียมรายปี

แต่โดยทั่วไปแล้ว บัตรเครดิตที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำนี้ จะมีสิทธิประโยชน์และข้อเสนอพิเศษที่จำกัดกว่า เมื่อเทียบกับบัตรเครดิตแบบสะสมแต้ม (เช่น frequent flyer)

สำหรับคนที่มั่นใจ ว่าจะจ่ายหนี้ได้ตามจำนวนที่ใช้จริง ในทุกรอบบัญชี คุณก็ควรเลือกทำบัตร ที่ไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายปี หรือมีค่าธรรมเนียมรายปีน้อย ส่วนอัตราดอกเบี้ยนั้นไม่ต้องไปสนใจ เพราะตราบใดที่คุณจ่ายเงินตรงเวลา แบงก์ก็ไม่ได้แอ้มดอกเบี้ยคุณอยู่แล้ว
บัตรสะสมไมล์ บัตรชนิดนี้จะเหมาะกับ ผู้ที่ไม่มีหนี้บัตรเครดิต และสามารถชำระหนี้ ได้เต็มจำนวนทุกเดือนเช่นกัน บัตรชนิดนี้มักจะมีอัตราดอกเบี้ย สูงกว่าบัตรเครดิตทั่วไป แต่จะมี “ไมล์สะสม” ให้สำหรับเงินทุกบาทที่ใช้ผ่านบัตร ซึ่งไมล์ก็จะแตกต่างกันไปตามโปรแกรมต่างๆ

และโปรแกรมสะสมไมล์นี้ก็ไม่เหมือนกัน จะแตกต่างกันไปในรายละเอียด ว่าได้แต้มมาได้อย่างไร ข้อจำกัดต่างๆ เป็นอย่างไร รวมถึงวันหมดอายุ

ผู้ที่เดินทางบ่อยๆโดยการ โดยสารกับสายการบินที่ร่วมรายการ จะได้ประโยชน์หลายประการจากบัตรชนิดนี้
บัตรสะสมแต้ม ผู้ที่ชื่นชอบกับการได้รับของ หรือเงินสดคืนหลังการใช้จ่ายด้วยบัตรเครดิต และไม่คิดจะมีหนี้บัตรเครดิต บัตรชนิดนี้จะเหมาะกับคุณมากที่สุด แม้ว่าโดยปกติบัตรเครดิตแบบสะสมเงินรางวัล จะมีเงินคืนที่แตกต่างกัน แต่โดยปกติก็จะอยู่ที่ราวๆ .025 – 2% โดยขึ้นอยู่กับมูลค่าการซื้อทั้งหมด

ส่วนการยกยอดเงินคืนให้จะเป็นรูปแบบใดบ้างนั้น คุณก็ต้องทำความเข้าใจให้ดีก่อน
บัตรเครดิตสำหรับธุรกิจ เหมาะกับผู้ที่ประกอบธุรกิจ และใช้บัตรเครดิตในการทำธุรกิจต่างๆ และต้องการแยกค่าใช้จ่ายนี้ ออกจากค่าใช้จ่ายส่วนตัว บัตรนี้มักจะมีส่วนลดให้ในร้านค้า หรือบริษัทพันธมิตร ที่จะเป็นคู่ค้าทางธุรกิจของคุณได้

ผู้ประกอบการ ผู้บริหาร นักธุรกิจน่าจะแสวงหาบัตรประเภทนี้ไว้ใช้

ชาร์จการ์ด บัตรนี้จะเหมาะกับผู้ที่ไม่อยากเป็นหนี้บัตรเครดิต เพราะบัตรชนิดนี้ต้องจ่ายเงิน ‘เต็มจำนวน’ ทุกเดือน แม้ว่าชาร์จการ์ดมักจะมีค่าธรรมเนียมรายปีสูงกว่า แต่ก็มักจะมีสิทธิประโยชน์ต่างๆ มากกว่าเช่นกัน และยังไม่นับรวมถึงการใช้จ่ายผ่านบัตร ในรายการสะสมคะแนน ที่มักจะดึงดูดใจด้วยข้อเสนอที่ดีกว่า
แผนการเงินที่ควรทำ

กาญจนา หงส์ทอง

คุณรึเปล่า ที่เมื่อต้นปีหมายมั่นปั้นมือว่าปีนี้อยากจะมี “แผนการเงินส่วนตัว” แต่ผ่านพ้นไปครึ่งปีแล้ว ทุกอย่างยังเป็นวุ้นอยู่เลย ไม่เป็นไร ยังเหลืออีกตั้งครึ่งปี ยังไม่สายเกินไปหรอก ถ้าคุณจะลงมือจัดทำแผนการเงินส่วนตัวอย่างจริงจัง หลายคนยังมีข้ออ้างเดิมๆ ว่าไม่มีเวลา แต่ก็มีอีกไม่น้อยเหมือนกันที่อาจจะเก้ๆ กังๆ เพราะไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นลงมือจากตรงไหนดี Fundamentals ฉบับนี้หยิบแบบอย่างการทำแผนการเงินส่วนตัวคร่าวๆมานำเสนอกันอีกครั้ง เพื่อกระตุ้นเตือนให้คุณลงมือทำแผนการเงินสำเร็จลุล่วง

เส้นทางสู่อิสรภาพทางการเงินจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากคุณยังใช้ชีวิตแบบปล่อยปละละเลย ขาดแผนการเงิน (FINANCIAL PLAN)ที่จะช่วยเป็นสะพานสานฝันให้คุณ เพราะแผนการเงินจะเป็นตัวกำหนดทิศทาง และตัดสินใจทางการเงิน เพื่อให้คุณสามารถบรรลุถึงเป้าหมายทางการเงินอย่างที่คุณต้องการ ยิ่งเริ่มต้นวางแผนการเงินเร็วมากเท่าไหร่ และตามติดด้วยความมีวินัย ความสม่ำเสมอ คนๆ นั้นก็เข้าใกล้อิสรภาพทางการเงินเข้าไปทุกที ถ้าไม่อยากให้ตัวเองลำบากตอนแก่ รีบลงมือวางแผนการเงินของตัวเองซะ จัดระเบียบการใช้เงินที่ได้รับมาแต่ละเดือนให้ดี อย่าใช้ให้มากกว่าหามาได้เท่านี้ก็น่าจะทำให้มีเงินทองกองอยู่รอบตัวได้ไม่ยากนัก บางคนอาจจะรู้สึกว่า ไม่เห็นต้องทำอะไรมากเรื่องกับเงินๆ ทองๆ แค่หามาแล้วก็เก็บออมไว้ เท่านี้ก็น่าจะพอ แต่ในความเป็นจริง หากคุณมีการวางแผนที่ดีในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นแผนการออม การลงทุน การจัดการหนี้สิน ไปจนถึงแผนเกษียณ ก็จะทำให้คุณเดินไปสู่อิสรภาพทางการเงินได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

การวางแผนการเงินที่ดีนั่นหมายถึง การเริ่มต้นคิดว่า เราควรจะมีเงินใช้จ่ายไปตลอดชีวิต อย่างมีความสุข โดยเป็นเรื่องไม่ยากเลย และไม่ต้องการเวลาในการคิดมากนัก แต่สิ่งที่ต้องการ คือ “วินัยการใช้จ่าย” “ความอดทน” และ “เป้าหมายของการมีชีวิตที่ดี” เพียงแค่ 3 สิ่งนี้ก็ทำให้เราก้าวสู่การเริ่มวางแผนการเงินได้แล้ว แต่ก่อนที่จะลงรายละเอียดไปทำแผนการเงินในแง่มุมต่างๆ ลอง “กำหนดเป้าหมายทางการเงิน” ของตัวเองก่อน เพราะแผนการเงินที่ดีต้องมีเป้าหมายที่วัดผลได้ เช่น “อยากปลดเปลื้องหนี้สินที่อีนุงตุงนังให้พ้นจากชีวิต” “อยากสบายช่วงบั้นปลายชีวิต” “อยากส่งลูกเรียนหนังสือในต่างประเทศ” “อยากลงทุนทำธุรกิจเล็กๆ สักอย่าง” “อยากเก็บเงินไว้เดินทางรอบโลก” เหล่านี้คือเป้าหมายทางการเงินที่แต่ละคนมีความแตกต่างกัน

I. แผนการออม……ไม่ว่าคุณจะมีเป้าหมายอะไรก็ช่าง แต่เป้าหมายของคุณอาจเป็นหมันก็ได้ ถ้าคุณขาดเงินออม เพราะเงินออมช่วยสานฝันทุกอย่างให้เป็นจริงได้ ก่อนอื่นศึกษาช่องทางการออมให้รอบด้านที่มากกว่าการฝากแบงก์ ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตร สลาก สหกรณ์ แล้ว “เลือกช่องทางออมที่เหมาะสม” กับตัวคุณเอง ตั้งโจทย์ด้วยว่าคุณต้องการผลตอบแทนสักเท่าไหร่ เพราะผลตอบแทนที่สูงย่อมมาพร้อมความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเสมอ แต่เมื่อไหร่ที่เริ่มควักกระเป๋าออมไปแล้ว ก็ต้องรักษาวินัยไว้อย่างเหนียวแน่น อย่าปล่อยให้กิเลส และความอยาก มาทำลายแผนทางการออมของคุณให้ล้มลงไม่เป็นท่า หลังจากเริ่มลงมือออมได้ไม่เท่าไหร่ ข้อสำคัญต้องออมอย่างพอเหมาะพอดี และสอดรับกับเงื่อนไขทางการเงินของคุณ แล้วคุณจะรู้สึกว่าการออมไม่เป็นภาระ และออมได้อย่างสม่ำเสมอ เช่นคุณเป็นมนุษย์เงินเดือนมีรายได้เดือนละ 2 หมื่นบาท มีเป้าหมายอยากเก็บเงินไว้เปิดร้านกาแฟเล็กๆ ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้ประมาณ 1 แสนบาท แต่ไหนจะต้องผ่อนบ้าน และจัดสรรเงินเป็นค่าใช้จ่ายประจำเดือน แบบนี้ถ้าจะออมเดือนละ 20% หรือเดือนละ 4 พันบาทก็ถือว่าไม่มากเกินไป คุณใช้เวลาออมประมาณ 2 ปี ก็น่าจะมีทุนเปิดร้านกาแฟได้

II. แผนการลงทุน…..เพราะการจะเดินสู่อิสรภาพทางการเงินได้ แค่ออมเงินอย่างเดียวคงถึงช้าน่าดู ทางที่ดีควรจะมองหาการลงทุนในช่องทางต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในตลาดหุ้น กองทุนประเภทต่างๆ อสังหาริมทรัพย์ หรือทองคำ ไม่ว่าแผนการลงทุนของคุณจะเป็นอย่างไร ต้องไม่ลืมกฎ “การกระจายความเสี่ยง” อย่างเด็ดขาด และเช่นเดียวกับการออมคือ เลือกลงทุนในช่องทางที่มีความเสี่ยงในระดับที่คุณรับได้ แล้วศึกษาข้อดีข้อเสียของการลงทุนนั้นอย่างรอบด้าน ไม่เพียงเท่านั้น แต่แผนการลงทุนในแต่ละปีอาจจะถูกปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับสถานการณ์ และตัวแปรในช่วงนั้นๆ ฉะนั้นปีก่อนคุณอาจจะให้น้ำหนักในหุ้น แต่ปีนี้คุณอาจจะเปลี่ยนให้น้ำหนักทองคำหรือตราสารหนี้ ก็เป็นเรื่องที่ต้องคอยปรับให้เหมาะกับสถานการณ์การลงทุน จริงอยู่ที่คุณควรจะจัดสรรการลงทุนให้มีทั้งแบบระยะสั้น และระยะยาว แต่หลักของการลงทุนที่จะทำให้เงินของคุณงอกเงยอย่างยั่งยืน คือ การลงทุนระยะยาว ฉะนั้นถ้าไม่อยากเผชิญหน้ากับความผันผวนที่เกิดขึ้นในระยะสั้น คุณก็ควรมุ่งลงทุนระยะยาวจะดีกว่า “จดรายละเอียดการลงทุนทุกอย่างทุกช่องทางตั้งแต่ต้นปีว่า ลงทุนอะไรเท่าไหร่ พอกลางปีมาดูผลตอบแทนว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร ถ้าไม่ค่อยเข้าที จะได้ปรับพอร์ตทัน แล้วปลายปีค่อยมาดูอีกทีว่าเฉลี่ยทั้งปีได้ผลตอบแทนเท่าไหร่ อะไรได้ต่ำกว่าเป้าหมายอะไรได้เกินกว่าเป้าหมาย”

III. แผนการบริหารหนี้…..ในยุคที่หนี้กลายเป็นอวัยวะชิ้นที่ 33 ติดตัวหลายคน หนึ่งในภารกิจของหลายคนที่จำเป็นต้องทำคือ แผนการบริหารหนี้ เพื่อปลดเปลื้องภาระหนี้สินให้พ้นตัวแต่ใช่ว่าการสะสางหนี้จะทำกันได้ง่ายๆ เพราะหลายคนไม่ได้มีแค่หนี้ที่กู้ซื้อบ้านอย่างเดียว แต่ยังมีหนี้บัตรเครดิต ผ่อนรถ หนี้จากกู้เงินด่วน และหนี้นอกระบบผสมผสานปนเปกันให้วุ่นไปหมด นั่นเป็นเหตุที่คุณควรจะทำแผนการบริหารหนี้อย่างชัดเจน เพราะทั้งแผนการออม และแผนการลงทุนจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าคุณยังไม่กำจัดหนี้ให้พ้นตัว แผนการบริหารหนี้ทำอย่างไรดี เริ่มจากเราต้องรู้เท่าทันหนี้ก่อน ว่าปัจจุบันเรามีหนี้ทุกประเภทรวมทั้งหมดเท่าไหร่ เมื่อตั้งใจจะสะสางหนี้ก้อนเดิม ก็ต้องหยุดสร้างหนี้ก้อนใหม่หรืออย่าสร้างหนี้เพิ่ม มาซ้ำเติมตัวเองอีก สิ่งสำคัญที่สุดคือคุณต้องรู้จักใช้จ่ายให้เป็น ควบคุมค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เปลี่ยนนิสัยใช้จ่ายจากเดิมที่ชอบใช้จ่ายเกินตัวก็ระมัดระวังการใช้จ่ายให้มากขึ้น เอาล่ะเตรียมพร้อมกันแล้ว คราวนี้ก็มุ่งมั่นกำจัดหนี้เก่า มาถึงตรงนี้ ถ้าหนี้ก้อนใหญ่คุณอาจจะต้องตั้งสติให้มั่น หาวิธีปลดหนี้อย่างค่อยเป็นค่อยไป จัดลำดับความสำคัญของหนี้ที่ต้องเร่งชำระก่อนหลัง เช่น ถ้าเป็นหนี้นอกระบบเสียเป็นส่วนใหญ่ ก็อาจจะต้องหาทางกู้ในระบบออกไปปลดหนี้นอกระบบก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อลดภาระดอกเบี้ยให้น้อยลง จากนั้นค่อยมาผ่อนชำระกับสถาบันการเงิน
สมัครบัตรเครดิต